
จับตาดูการโจมตีไซเบอร์ DDoS กว่า 500 ล้านครั้งจากแฮกเกอร์กัมพูชา
พบแฮกเกอร์ชาวกัมพูชาเจาะระบบไซเบอร์ผ่าน CORS/NCDC และการโจมตีแบบ DDoS ของเว็บไซต์หน่วยงานต่างๆ ของไทย คือการตรวจพบล่าสุดของสงครามไซเบอร์ ท่ามกลางการสู้รบกันในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเน้นจับตา 24 ชั่วโมง พบโจมตีแบบ DDoS กว่า 500 ล้านครั้ง
ก่อนมีการแถลงร่วมกันของผู้นำสองประเทศที่พบกันที่มาเลเซีย ว่าตกลงหยุดยิง กองทัพภาคที่ 2 รายงานสรุปสถานการณ์ชายแดนไทยกัมพูชา เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุถึงตอนหนึ่งว่า พบการคุกคามทางไซเบอร์ โดยพบกลุ่มแฮกเกอร์ชาวกัมพูชาเจาะระบบของส่วนราชการต่างๆ ผ่าน CORS/NCDC และก่อนหน้านี้ วอร์รูม (War room) ของไทย ซึ่งมีหน่วยงานร่วมกันทำงานคือ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กองทัพไทย และสำนักงานคณะกรรมการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) ก็ออกมาย้ำว่า ได้เฝ้าระวังและติดตามสงครามไซเบอร์ตลอด 24 ชั่วโมง
นอกจากการสกัดกั้นข่าวปลอม ยังจับตาการโจมตีแบบ DDoS ที่พุ่งเป้าเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐ การคุกคามทางไซเบอร์ โดยเจาะระบบผ่าน CORS/NCDC เป็นความพยายามเจาะระบบโดยข้ามแพลตฟอร์ม ซึ่งโดยปกติระบบต่างๆ ต้องมีการเขียนโค้ดให้มีความปลอดภัยไม่ให้ถูกโจมตี หรือเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย โดยมีการควบคุมการเข้าถึงแบบข้ามแพลตฟอร์มอย่างดี
การโจมตีแบบ DDoS คืออะไร? เข้าใจง่ายๆ ใน 1 นาที
- จากข่าว “โจมตีแบบ DDoS กว่า 500 ล้านครั้ง บอทเข้ามาถล่ม มีปริมาณการใช้งานในเว็บมากๆ ทำให้บริการต่างๆ ช้า หรือหยุดชะงัก”
- ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับอธิบาย
- เปรียบเทียบ DDoS เหมือนการ “นัดกันโทรป่วนคอลเซ็นเตอร์” หรือ “สร้างรถติดครั้งมโหฬารบนถนนดิจิทัล” สมมติว่าเว็บไซต์คือร้านค้าที่มีประตูเข้าออกได้ 10 คนต่อนาที แต่แฮกเกอร์ส่ง “หุ่นยนต์” (Botnet) นับล้านตัวมาออที่หน้าประตูพร้อมๆ กัน ทำให้ลูกค้าตัวจริงเข้าไม่ได้ ร้านค้าจึงต้องปิดตัวชั่วคราว
- เป้าหมายหลักของ DDoS ส่วนใหญ่ไม่ใช่การขโมยข้อมูล แต่เป็นการ “ทำให้ใช้งานไม่ได้” (Denial of Service) เพื่อสร้างความปั่นป่วน ลดความน่าเชื่อถือ หรือเป็นฉากบังหน้าเพื่อทำการโจมตีรูปแบบอื่น
- Botnet คืออะไร? คือเครือข่ายคอมพิวเตอร์จำนวนมหาศาลที่ติดมัลแวร์และถูกแฮกเกอร์ควบคุมจากระยะไกล คอมพิวเตอร์ของเราก็อาจกลายเป็นส่วนหนึ่งของ Botnet ได้โดยไม่รู้ตัว
เจาะระบบผ่าน “CORS” คืออะไร? ช่องโหว่ที่คนทำเว็บต้องระวัง
- จากข่าว “เจาะระบบไซเบอร์ผ่าน CORS/NCDC พยายามเจาะระบบโดยข้ามแพลตฟอร์ม”
- ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับอธิบาย
- NCDC คือใคร? ในข่าวน่าจะหมายถึงชื่อหน่วยงานหรือกลุ่มแฮกเกอร์ของกัมพูชา ไม่ใช่ชื่อรูปแบบการโจมตี
- CORS คืออะไร? CORS (Cross-Origin Resource Sharing) ไม่ใช่การโจมตี แต่เป็น “กลไกความปลอดภัย” ของเบราว์เซอร์ ที่ปกติจะป้องกันไม่ให้เว็บไซต์หนึ่ง (เช่น evil.com) แอบขโมยข้อมูลจากอีกเว็บไซต์หนึ่ง (เช่น mybank.com) ที่เรากำลังเปิดอยู่
- ช่องโหว่เกิดได้อย่างไร? เหมือนกับคอนโดมิเนียมที่มีกฎว่าต้องใช้คีย์การ์ดของตึกตัวเองเท่านั้น แต่ผู้ดูแลระบบ (คนเขียนเว็บ) ตั้งค่าผิดพลาดว่า “ใครมีคีย์การ์ดของตึกไหนก็เข้าได้” ทำให้คนจากตึกอื่นสามารถเข้ามาในตึกเราและเข้าถึงข้อมูลบางอย่างได้ การเจาะระบบผ่าน CORS คือการอาศัยช่องโหว่จากการตั้งค่าที่หละหลวมนี้เอง
- ความอันตราย แฮกเกอร์สามารถใช้ช่องโหว่นี้เพื่อขโมยข้อมูลส่วนตัวที่ควรจะแสดงให้เจ้าของบัญชีเห็นเท่านั้น หรือใช้เป็นบันไดเพื่อเจาะเข้าไปในระบบที่ลึกขึ้น

สงครามไม่ได้มีแค่ในโลกจริง “สงครามข้อมูลข่าวสาร” (Information Warfare)
- จากข่าว “เปิดเป็นบัญชีผู้ใช้งานปลอมเป็นคนไทยนับล้านบัญชี เข้าไปกดรีพอร์ตเฟซบุ๊กที่ไม่เห็นด้วย ด่าทอกองทัพไทยและรัฐบาล”
- ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับอธิบาย
- ขยายความ นี่คือส่วนหนึ่งของสงครามไซเบอร์ที่เรียกว่า “Information Warfare” หรือ “Influence Operations” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อ:
- สร้างความแตกแยก ปลุกปั่นให้คนในชาติทะเลาะกันเอง
- ทำลายความน่าเชื่อถือ ทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นในรัฐบาลหรือหน่วยงานของตนเอง
- ควบคุมทิศทางของข่าวสาร ใช้บัญชีปลอมจำนวนมากมาสร้างกระแส หรือกลบข่าวที่ไม่ต้องการให้คนเห็น
- เชื่อมโยงกับคนทั่วไป ชี้ให้เห็นว่านี่คือสิ่งที่คนทั่วไปเจอได้ทุกวันบนโซเชียลมีเดีย และสอนให้ตระหนักถึงการมีอยู่ของบัญชีปลอม (Avatar) และการปั่นกระแส
- ขยายความ นี่คือส่วนหนึ่งของสงครามไซเบอร์ที่เรียกว่า “Information Warfare” หรือ “Influence Operations” ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อ:
สัญญาณเตือนภัย! เว็บไซต์ของคุณกำลังถูกโจมตีอยู่หรือเปล่า?
- จากข่าว “เว็บไซต์ไมโครซอฟต์สรุปคำแนะนำไว้”
- ข้อมูลเพิ่มเติมสำหรับอธิบาย
- นำคำแนะนำของ Microsoft มาขยายความให้ชัดเจนขึ้น
- Traffic พุ่งสูงผิดปกติ (The Sudden Flood) ไม่ใช่แค่ traffic เยอะ แต่เยอะแบบ “ผิดธรรมชาติ” และมาจากที่อยู่ IP แปลกๆ หรือซ้ำๆ กัน
- เครือข่ายอืดเป็นเต่าคลาน (The Mysterious Slowdown) เว็บไซต์หรือระบบภายในบริษัทช้าลงอย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งๆ ที่อินเทอร์เน็ตยังปกติ
- เว็บไซต์ล่ม เข้าไม่ได้ (The Vanishing Act) อยู่ๆ เว็บไซต์ก็ออฟไลน์ไปเลย
- เพิ่มสัญญาณอื่นๆ
- ได้รับอีเมลสแปมหรือข้อความแปลกๆ จำนวนมากผิดปกติ
- สำหรับเจ้าของเว็บ: Log file ของเซิร์ฟเวอร์มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วและมีการร้องขอหน้าเว็บแบบแปลกๆ
- นำคำแนะนำของ Microsoft มาขยายความให้ชัดเจนขึ้น
ข้อแนะนำสำหรับคนทั่วไป
- อย่าหลงเชื่ออะไรง่ายๆ ตระหนักว่าบนโซเชียลมีเดียมี “สงครามข้อมูลข่าวสาร” อยู่เสมอ ตรวจสอบข่าวก่อนแชร์
- รู้เท่าทันบัญชีปลอม เรียนรู้วิธีสังเกตบัญชีอวตาร (เช่น ไม่มีเพื่อน, รูปโปรไฟล์ไม่น่าเชื่อถือ, โพสต์แต่เรื่องการเมือง)
- รักษาความปลอดภัยบัญชีส่วนตัว ตั้งรหัสผ่านที่คาดเดายากและเปิดใช้งานการยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (2FA) เพื่อป้องกันไม่ให้บัญชีของเราถูกขโมยไปใช้เป็นเครื่องมือ
ข้อแนะนำสำหรับเจ้าของธุรกิจ/เว็บไซต์
- ใช้บริการป้องกัน DDoS ผู้ให้บริการโฮสติ้งและ Cloud ส่วนใหญ่มีบริการนี้ (เช่น Cloudflare, AWS Shield)
- อัปเดตระบบเสมอ หมั่นอัปเดตซอฟต์แวร์และแพตช์ความปลอดภัย
- ตั้งค่า Security ให้ถูกต้อง โดยเฉพาะการตั้งค่า CORS ต้องทำอย่างรัดกุม ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากไม่แน่ใจ
ย้ำว่าสงครามไซเบอร์ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติและชีวิตประจำวันของเราทุกคน การมีความรู้ความเข้าใจด้านความปลอดภัยไซเบอร์จึงเป็น “เกราะป้องกัน” ที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัลนี้
ข้อมูลอ้างอิง https://www.thairath.co.th/lifestyle/tech/2873293
หรือหากสนใจสินค้า ต้องการคำปรึกษาเพิ่มเติม
💬Line: @monsteronline https://lin.ee/cCTeKBE
☎️Tel: 02-026-6664
📩Email: [email protected]
ดูสินค้าเพิ่มเติม https://mon.co.th/